Category: เรื่องจริงที่เป็นอยู่

องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต

บทความนี้เราจะมาพูดกับถึงองค์ประกอบของชีวิตกันครับ ซึ่งออกแนววิทยาศาสตร์นิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตย่อมมีส่วนประกอบต่าง ๆ แต่สิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน ย่อมมีส่วนประกอบที่ต่างกัน เช่น แบคทีเรีย มนุษย์ หมา แมว เป็ด ไก่ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ กัน ย่อมมีสิ่งที่ต่าง ๆ กันอีกหลายอย่าง เช่น มีขนาดต่างกัน มีอวัยวะต่างกัน มีอายุขัยที่ต่างกัน มีการสืบพันธุ์ที่ต่างกัน มีวิวัฒนาการที่ต่างกัน มีโครงสร้างทางร่างกายที่ต่างกัน ทำให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดต่างกัน เรามาดูว่าอะไรทำให้สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน เซลล์ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เซลล์ของสิ่งมีชีวิตประกอบด้วย 4 ธาตุ คือ ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอน  ซึ่งเป็นธาตุที่มีอยู่ทั่วไปทั้งในโลกและจักรวาล นอกจากนั้นเซลล์ยังมีธาตุฟอสฟอรัสและกำมะถัน ธาตุทั้ง 6 นี้พบทั่วไปในสารอินทรีย์ของเซลล์ โดยประกอบเป็นโมเลกุล ดังนี้ น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์ ไขมัน เป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อต่าง ๆ โปรตีน เป็นโมเลกุลที่มีความซับซ้อนมากที่สุด

เบื่อชีวิต ทําไงดี

ตอนนี้คุณกำลังเบื่อชีวิตอยู่หรือเปล่า แล้วไม่รู้ทำยังไงดีใช่หรือเปล่า มาฟังวิธีแก้เบื่อกันครับ ก่อนอื่นเลย คุณต้องหาสาเหตุที่ทำให้คุณเบื่อก่อน อย่างเช่น – เบื่อชีวิต เพราะตกงาน – เบื่อชีวิต เพราะการเรียนตกต่ำ – เบื่อชีวิต เพราะสุขภาพร่างกายไม่ดี – เบื่อชีวิต เพราะอกหัก – เบื่อชีวิต เพราะเหงา – เบื่อชีวิต เพราะทะเลาะกับแฟน หรือพ่อแม่ – เบื่อชีวิต เพราะเหนื่อย – เบื่อชีวิต เพราะหน้าตาไม่สวยไม่หล่อ – เบื่อเพราะไม่มีเงิน – ฯลฯ เมื่อเราหาสาเหตุได้แล้ว ให้เราแก้ปัญหาจากสาเหตุที่ทำให้เราเบื่อชีวิต เมื่อเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ หรือแก้ไม่ถูกให้ลองทำใจคิดทบทวนในปัญหานั้น หรือทำใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้เรามีความสุขได้ อย่างเช่น ถ้าเราเบื่อ เพราะชีวิตตกงาน หางานทำไม่ได้ ทำให้เกิดอาการเบื่อ หงุดหงิด ไม่รู้จะทำไง ให้เราลองคิดซะว่างานมีอีกเยอะแยะ ที่ให้เราทำ ให้เราลองพยายามหาจุดหมายในการทำงาน ชีวิตเราก็จะมีอะไรให้ทำไม่เบื่อ ถ้าเราเบื่อ เพราะชีวิตการเรียนตกต่ำ ให้เราลองสังเกตอีกนิดว่าทำไมการเรียนถึงตกต่ำละ

ทําอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข

ในชีวิตของหลาย ๆ คนมักจะมีทั้งความสุขและความทุกข์ปะปนกันไป แต่เมื่อเรามีความทุกข์แล้วเราก็มักแสวงหาความสุข เรามาดูกันว่า มีวิธีไหนบ้างที่ทำให้เรามีความสุข 1. ให้เปิดใจยอมรับซะเถอะว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นั่นหมายถึงถ้าคุณเปิดใจยอมรับข้อด้อยของตัวคุณเอง แล้วคิดซะว่าคนทุกคนไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบกันทุกคน คุณจะมีความสุขขึ้น แล้วนำข้อด้วยนั้นมาพัฒนาขึ้นไป ยิ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปในตัว 2. อย่าไปคาดหวังกับคนอื่นมากไป เพราะการคาดหวังอะไรซักอย่างกับคนอื่น แล้วพอคนอื่นทำตามในสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้ ทำให้เราเสียใจ ท้อแท้ หรือโกรธ ทำให้ไม่มีความสุข ดังนั้นอย่าคาดหวังกับคนอื่นมากไป ควรเตรียมใจรับความผิดหวังไว้ด้วย เพราะแม้แต่ตัวเราเองบางครั้งยังทำไม่ได้ดั่งใจที่เรานึกเลย 3. มีความสุขกับสิ่งที่ตนมี อย่าไปคาดหวังหรือต้องการอะไรในสิ่งที่ไม่มีมากเกินไป ไม่ได้บอกว่าไม่ควรคาดหวัง แต่ไม่ควรคาดหวังมากเกินไปต่างหากละ ให้พอใจในสิ่งที่ตนเองมี เพราะสิ่งที่เรามี คนอื่นอาจจะกำลังอิจฉาเราอยู่ก็เป็นไปได้ 4. ดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะเรื่องพวกนี้ก็มีส่วนเหมือนกัน การมีสุขภาพกายที่ดีทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องมานั่งกังวลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากนัก และการออกกำลังกายทำให้สมองแล่น ลืมเรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ได้ จากการพิสูจน์ด้วยตัวผมเอง 55 5. ใช้เวลาในการผ่อนคลาย สนุกสนาน เล่นไปเที่ยวกับเพื่อน กับแฟน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี

ชีวิตคือการเรียนรู้

ชีวิตคือการเรียนรู้ คุณคิดว่าไง?? เราทุกคนเกิดมาย่อมมีการเรียนรู้ เราเรียนรู้กันตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้น ถ้าจะบอกว่า ชีวิตคือการเรียนรู้ คุณเชื่อหรือเปล่า ตั้งแต่เกิดมา เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา ตอนเกิดเราได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่คืออะไร เราได้เรียนรู้ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารกับคนต่าง ๆ เราได้เรียนรู้ว่า การแสดงออกต่าง ๆ หมายถึงอะไร จากนั้นเราก็ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เห็นได้ชัดนั่นคือ การเข้าโรงเรียน เราได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน สังคม ครู อาจารย์ วิชาต่าง ๆ ทั้งบังคับและก็วิชาที่เราเลือกเรียนเองได้ เราจะเรียนรู้ได้ดีในสิ่งที่เราสนใจ เราใช้เวลาหลายปีในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย เมื่อจบมาแล้ว หลายคนอาจคิดว่า เราเรียนมาพอแล้ว การเรียนรู้จบเพียงแค่นี้ ต่อไปก็คือการทำงาน แต่คุณกำลังคิดผิด เมื่อจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแล้ว คุณก็ต้องได้เรียนรู้ต่อไป เมื่อทำงานเราก็ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากการทำงาน ซึ่งแตกต่างจากมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น เรียนรู้การทำงาน เรียนรู้การเข้าสังคม เรียนรู้การปฎิบัติตัวในการทำงาน เมื่อทำงานบางคนอาจคิดว่า ตอนเรียนน่าจะตั้งใจมากกว่านี้ เพราะการทำงานนั้นก็ใช้ความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ในการทำงานทั้งนั้น เมื่อทำงานเริ่มเข้าที่คุณอย่าคิดว่าการเรียนรู้จะจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อทำงานเยอะขึ้นการเรียนรู้ก็เพิ่มขึ้น

ดนตรีนั้นคือชีวิต คุณเชื่อไหม?

ถ้าผมจะบอกว่า ดนตรีนั้นคือชีวิต คุณจะเชื่อไหม? จากคำกล่าวที่มีไว้ว่า ชนใด ไม่มี ดนตรีกาล ในสันดาล เป็นคน ชอบกลนัก จากคำกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า ชนชาติไดที่ไม่มีดนตรีแสดงว่าเป็นชนชาติที่แปลกมากเพราะดนตรีเปรียบเสมือนชีวิตของเรา ยกตัวอย่างดนตรีในชีวิตของเรา เช่น – เราเกิดมาในประเทศประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นก็มีเพลงประจำชาติ – ตอนเราเป็นเด็ก เวลาเรานอนไม่หลับ มักจะมีเพลงที่กล่อมเราให้หลับ – คนหลาย ๆ คนร้องเพลงเป็น และเพลงแรกที่ร้องได้ของหลาย ๆ คนนั่นก็คือเพลงชาติ – ในการเรียนหนังสือมักจะมีวิชาที่เกี่ยวกับดนตรีอยู่เสมอ – เวลาจีบแฟนหลาย ๆ มักใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรัก – เวลาเลิกกับแฟน หลาย ๆ คนมักใช้ดนตรีสำหรับปลอยใจตนเอง – เวลาตายหลาย ๆ ศาสนามักจะมีดนตรีสำหรับคนตาย และคนเป็น นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ จะเห็นว่าดนตรีนั้นอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย ดังนั้นเราอาจจะถือได้ว่า ดนตรีนั้นคือชีวิต ชนใดไม่มีดนตรีกาล      

ทำไมถึงอยากเป็นครู

เห็นหลาย ๆ คนอยากเป็นครู ผมสงสัยจัง ทำไมถึงอยากเป็นครู จากการหาข้อมูลและสอบถามคนที่เป็นครูหลาย ๆ คน ได้คำตอบประมาณว่า – เนื่องจากอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ อยากจะสอนเด็ก ๆ ให้มีความรู้ มีความก้าวหน้า – เนื่องจากมีพ่อแม่เป็นครู เป็นแบบอย่างที่ดี ดังนั้นอยากทำอาชีพนี้มั่ง – เพราะว่าการได้เห็นศิษย์ของตนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นความสุขอย่างหนึ่งของครู – ตอนเป็นเด็กมีครูที่ชื่นชอบ และโตขึ้นเลยอยากเป็นเหมือนกับครูในดวงใจ – ชอบการสอนคน ชอบการสอนความรู้ให้แก่บุคคลอื่น อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่สำคัญอย่างมาก เพราครูเป็นคนสอนบุคคลที่จะมาเป็นอนาคตของชาติ ดังนั้นการที่จะเลือกใครสักคนมาเป็นครูต้องคัดเลือกหลาย ๆ อย่างซะก่อน ครูไม่เพียงแต่สอนเรื่องความรู้ต่าง ๆ เท่านั้น ยังอบรมสั่งสอนเรื่องของสังคม คุณธรรม และอีกหลาย ๆ เรื่องให้กับศิษย์ แล้วคุณละ อยากเป็นครูไหม ทำไมถึงอยากเป็นครู

เบื่องานออฟฟิตกันบ้างไหม

เบื่องานออฟฟิตกันบ้างไหม   ในปัจจุบัน มักจะได้ยินคนพูด ๆ กันว่า จบมาก็ไปทำงานบริษัท ค่อย ๆ สร้างเนื้อสร้างตัว ใครทำเอกชนซึ่งจะได้เงินเดือนเยอะ ก็ให้เก็บเงินไว้เพราะไม่รู้ว่ามีเหตุต้องให้ออกวันไหน ส่วนใครที่ทำงานเป็นราชการเงินเดือนจะน้อย แต่ว่าถือว่ามั่นคง ดังนั้น ใครหลาย ๆ คนมักจะคิดว่า เรียนจบออกมา ตั้งใจทำงานทำการให้เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ ทำงานในบริษัทที่ใหญ่โต เงินเดือนจะค่อย ๆ ขึ้น มีครอบครัวที่อบอุ่น แต่ว่านะ มีใครเบื่องานออฟฟิตกันบ้าง?   เมื่อผมทำงานออฟฟิต ผมมักจะตื่นแต่เช้า เพื่ออาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน ถ้าใครมีหอพักหรือบ้านอยู่ใกล้ ๆ บริษัทก็สบายหน่อย ส่วนใครอยู่ไกลบริษัทนี่สิ ต้องเตรียมตัวกันนานเลยทีเดียว เผื่อรถติด บางคนถึงกับนั่งรถข้ามจังหวัดเพื่อมาทำงานเลยก็มี พอถึงออฟฟิต บางคนก็กินข้าวบางคนก็ไม่กิน ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม โต๊ะตัวเดิม ๆ พอพักเที่ยงส่วนมากจะมีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว ร้านข้าวก็อยู่แบบเดิม ๆ ออกไปกินที่ไหนไกลก็ไม่ได้ เพราะเวลามีจำกัด บางคนอาจจะกินที่มันไกล้ ๆ เพื่อให้มีเวลาพักนาน ๆ บางคนอาจจะไปกินไกล ๆ

มีเงิน 10,000 บาท เอาไปทำไรดี

มีเงิน 10,000 บาท เอาไปทำไรดี   หลาย ๆ คนที่ทำงานเก็บเงินจนมีเงินเก็บขึ้นมา อาจจะคิดว่ามีเงินเก็บแบบนี้ ถ้าเอาไปลงทุนคงจะเวิร์คกว่าฝากไว้ธนาคารแบบนี้ แล้วเราจะเอาเงินไปทำอะไรดีละ   ผมก็เคยเป็นตอนนั้นมีเงินเก็บแค่หมื่นเดียว เลยคิดว่าจะเอาเงินไปทำอะไรดีนะ ให้มันเพิ่มขึ้น ถ้าเก็บไว้ธนาคารแบบนี้ เสียดายเงินแย่หากเราเอาไปลงทุนแล้วได้กำไรขึ้นมาบ้างคงจะดีไม่น้อย   เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ก็เลยไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตว่าถ้าเรามีเงิน 10,000 บาทจะเอาไปทำไรดี ลองหาและลองอ่านดูหลาย ๆ คำตอบ หลาย ๆ ข้อความคิดเห็น เลยสรุปมาได้ประมาณนี้   เอาไปฝากธนาคารนี่แหละดีละ เพราะว่าเงินหมื่นเดียว ฝากธนาคารไว้ เผื่อฉุกเฉินต้องการใช้เงินขึ้นมา จะได้ถอนได้ง่าย และการฝากธนาคารก็มีดอกเบี้ยให้ด้วย การเลือกฝากธนาคารก็ดูที่ดอกเบี้ยว่า ธนาคารไหนให้ดอกเบี้ยเยอะสุดก็ฝากธนาคารนั้น เอาไปซื้อกองทุนหรือตราสารหนี้ การซื้อกองทุนจะได้เยอะกว่าการฝากธนาคาร แต่ไม่ได้เป็นดอกเบี้ย จะเป็นค่าส่วนต่างของราคากองทุน บางกองทุนมีเงินปันผลให้ด้วย ถึงจะได้เยอะกว่าวิธีฝากธนาคาร แต่ว่าถ้าจะต้องการถอนเงินออกมาจะต้องขายกองทุนอาจจะขายไม่หมดก็ได้ถ้าต้องการใช้เพียงแค่เล็กน้อย แต่เวลาจะขายก็ต้องใช้เวลา บางครั้งอาจจะวันหนึ่งสองวัน สามวัน ถ้าตรงกับเสาร์อาทิตย์ก็นับไปอีก ถ้าจะเอาไปซื้อกองทุนหรือตราสารหนี้ เงินที่มีนั้นควรจะเป็นเงินที่ไม่รีบใช้ หรือคาดว่าในอนาคตยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เอาไปซื้อหุ้น เงินหมื่นหนึ่งสามารถเล่นหุ้นได้ การเล่นหุ้นถือว่าได้กำไรเยอะทีเดียวเมื่อเทียบกับสองวิธีที่กล่าวไป

อยากขายของเป็นอาชีพเสริม แต่คิดไม่ออกว่า ขายอะไรดี

อยากขายของเป็นอาชีพเสริม แต่คิดไม่ออกว่า ขายอะไรดี   มีหลาย ๆ บทความบอกกับผมว่า ชีวิตที่มีรายได้ทางเดียวนั้น เป็นชีวิตที่ไม่มั่นคง ไม่ว่าจะทำงานเอกชน เป็นพนักงานบริษัท หรือแม้แต่เป็นข้าราชการ แต่หากว่ามีรายได้เพียงทางเดียวนั้น ถือได้ว่าเป็นอาชีพหรือชีวิตที่ไม่มั่นคงแล้ว เพราะว่าหากอาชีพนี้พังทลายลงก็ถือได้ว่า ขาดรายได้ในชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้น หลาย ๆ บทความจึงบอกว่ารายได้ที่มีตั้งแต่สองทางขึ้นไป เป็นชีวิตที่ยั่งยืนแน่นอน   ดังนั้นพอผมได้อ่านบทความพวกนี้แล้วรู้สึกว่า ก็จริงนะ หากวันหนึ่งโดนไล่ออกจากงานละจะเอาไรกิน พอคิดได้ดังนี้แล้ว สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ ต้องทำอาชีพเสริม   แล้วทำไรดีละ?   นี่แหละคือปัญหา เรามีชีวิตอยู่กับงานประจำเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แล้วก็นับได้ว่าเป็นเวลาที่มากที่สุดด้วย เราจะมีเวลาที่ว่าง ๆ ได้เฉพาะช่วงเย็นของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ บางวันก็อาจจะไม่มีเพราะต้องทำโอที หรืองานล่วงเวลาที่ต้องทำให้เสร็จ แล้วก็วันเสาร์อาทิตย์ที่ว่างตลอดทั้งวัน ดังนั้นคิดไปคิดมาสิ่งที่ผมคิดว่าทำได้ก็คือ ขายของ   แล้วขายอะไรดีละ?   เป็นคำถามต่อมาในหัวผม ขายอะไรดี ขายของกิน ขายของใช้ ขายไก่ทอด ขายส้มตำ ขายน้ำปั่น ขายกาแฟ ฯลฯ จะขายไก่ทอด

เคยไหม ทักคนที่ชอบไป แต่เค้าอ่านแล้ว ไม่ยอมตอบกลับ

เคยไหม ทักคนที่ชอบไป แต่เค้าอ่านแล้ว ไม่ยอมตอบกลับ   เคยไหมตั้งหน้าตั้งตารอคนที่เราชอบให้ออนไลน์? เคยไหม กล้า ๆ กลัว ๆ ที่ต้องทักคนที่เราชอบ? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว นั่งจ้องหน้าจอคอมรอเค้าตอบกลับมา? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว รอไปซักพักเค้าออฟไลน์เฉยเลย? เคยไหม คุยกับเค้าไปได้ซักพัก เค้าบอกว่าจะไปนอน แต่เรายังเห็นเค้าออนไลน์? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว สถานะขึ้นว่าเค้าอ่านแล้ว แต่เค้าไม่ยอมตอบกลับ?   ในทุกวันนี้ social media ทำให้เราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มีหลายสิ่งหลายอย่างสามารถแชร์ พูดคุย และเปลี่ยนข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายเหลือเกิน เราสามารถหาเพื่อนใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย และไม่เพียงเท่านี้เรายังสามารถหาแฟนหรือติดตามสถานะของคนที่เราชอบได้ตลอดเวลา   ผมคิดว่ามีหลายคนที่แอบชอบใครคนหนึ่งอยู่ และ social media ก็เป็นทางเลือกหลัก ๆ ในการติดตาม สอดส่อง สถานะของคน ๆ นั้นไม่ว่าจะออนไลน์เมื่อไหร่ มีใครมาคอมเม้นบ้าง