Category: บ่นกับชีวิต

ทําอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข

ในชีวิตของหลาย ๆ คนมักจะมีทั้งความสุขและความทุกข์ปะปนกันไป แต่เมื่อเรามีความทุกข์แล้วเราก็มักแสวงหาความสุข เรามาดูกันว่า มีวิธีไหนบ้างที่ทำให้เรามีความสุข 1. ให้เปิดใจยอมรับซะเถอะว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ นั่นหมายถึงถ้าคุณเปิดใจยอมรับข้อด้อยของตัวคุณเอง แล้วคิดซะว่าคนทุกคนไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบกันทุกคน คุณจะมีความสุขขึ้น แล้วนำข้อด้วยนั้นมาพัฒนาขึ้นไป ยิ่งเป็นการพัฒนาตัวเองไปในตัว 2. อย่าไปคาดหวังกับคนอื่นมากไป เพราะการคาดหวังอะไรซักอย่างกับคนอื่น แล้วพอคนอื่นทำตามในสิ่งที่เราคาดหวังไม่ได้ ทำให้เราเสียใจ ท้อแท้ หรือโกรธ ทำให้ไม่มีความสุข ดังนั้นอย่าคาดหวังกับคนอื่นมากไป ควรเตรียมใจรับความผิดหวังไว้ด้วย เพราะแม้แต่ตัวเราเองบางครั้งยังทำไม่ได้ดั่งใจที่เรานึกเลย 3. มีความสุขกับสิ่งที่ตนมี อย่าไปคาดหวังหรือต้องการอะไรในสิ่งที่ไม่มีมากเกินไป ไม่ได้บอกว่าไม่ควรคาดหวัง แต่ไม่ควรคาดหวังมากเกินไปต่างหากละ ให้พอใจในสิ่งที่ตนเองมี เพราะสิ่งที่เรามี คนอื่นอาจจะกำลังอิจฉาเราอยู่ก็เป็นไปได้ 4. ดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพราะเรื่องพวกนี้ก็มีส่วนเหมือนกัน การมีสุขภาพกายที่ดีทำให้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วยเหมือนกัน ไม่ต้องมานั่งกังวลเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บมากนัก และการออกกำลังกายทำให้สมองแล่น ลืมเรื่องร้าย ๆ ต่าง ๆ ได้ จากการพิสูจน์ด้วยตัวผมเอง 55 5. ใช้เวลาในการผ่อนคลาย สนุกสนาน เล่นไปเที่ยวกับเพื่อน กับแฟน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี

ทำไมต้องเรียนภาษาไทย

ผมอยากรู้จังมีใครอยากรู้เหมือนผมบ้างว่าในเมื่อเราเป็นคนไทย ทำไมต้องเรียนภาษาไทยด้วย ในเมื่อเราก็ใช้เป็น เขียนเป็น เพราะเป็นภาษาพ่อภาษาแม่เรา จากการหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ผมก็ได้คำตอบออกมาแล้วว่า – เพราะภาษาไทยใช้ในชีวิตของคนไทย ถึงแม้เราจะเป็นคนไทยเกิดที่ไหน พูดไทยได้ อาจจะเขียนได้ แต่จะมีใครที่รู้เรื่องภาษาไทยอย่างลึกซึ่ง ทั้งต้นกำเนิดภาษา ความเป็นมาของภาษา กว่าจะมาเป็นภาษาไทยให้คนไทยเราได้ใช้จนถึงทุกวันนี้ ผ่านแต่ละยุคแต่ละสมัยมานั้นผ่านความยากลำบากเพียงใด – เพราะให้เราได้รู้จักภาษาไทยดียิ่งขึ้น ภาษาไทยถึงแม้เราจะใช้เป็น เขียนเป็น แต่ว่าถ้ามีต่างชาติถามว่า ภาษาไทยเกิดขึ้นมาได้ยังไง ทำไมถึงอ่านอย่างงี้ ทำไมถึงเขียนเป็นอย่างงี้ เราจะตอบได้ไหม ในเมื่อเราเป็นคนไทยเราก็ต้องรู้จักภาษาของเราให้ดีซะก่อน – เพื่อให้ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ภาษาไทยนั้นก็ถือว่ามีความซับซ้อนของภาษา การนำภาษาไทยไปใช้นั้นบางครั้งก็ต้องดูสภาพแวดล้อม กาลเทศะ และอื่น ๆ อย่างเช่น เราใช้คำว่ากิน กับคนในบ้าน เราใช้คำว่าฉันสำหรับพระ เราใช้คำว่าแดกกับเพื่อนฝูง จะเห็นว่าความหมายแค่กินข้าว แต่ใช้กับบุคคลต่าง ๆ กับเปลี่ยนเป็นคำอื่น ๆ ดังนั้นเราเรียนภาษาไทยเพื่อใช้ให้ถูกต้อง – เพื่ออนุรักษณ์ภาษาไทยให้อยู่คู่คนไทยตลอดไป ซึ่งปัจจุบันภาษาต่างชาติเข้ามาอย่างแพร่หลายในประเทศไทย เนื่องจากมีการติดต่อต่างชาติได้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้นทำให้คนได้เรียนรู้ภาษาอื่น ๆ เยอะขึ้น แต่ว่าเราเป็นคนไทยก็ไม่ควรจะทิ้งภาษาไทยไป

คนเราเกิดมาทำไม

บทความนี้ผมอยากจะถามทุกคนว่า คนเราเกิดมาทำไม   เอาสิ ๆ ตอบสิ ๆ เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะอยากรู้ เป็นคำถามที่ทุกคนอาจจะถามกับตัวเองบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาเศร้าเสียใจเวลาคิดสั้น มักจะถามกับตัวเองว่าเราเกิดมาทำไม เกิดมาแล้วทำไมต้องเป็นทุกข์ ทำไมไม่ตาย ๆ ไปซะ จะเกิดมาทำไมไม่รู้ ถ้าคุณกำลังคิดแบบนี้อยู่ละก็ บอกไว้เลย เลิกคิดซะ คนเราทุกคนเกิดมาย่อมมีเหตุผลในตัวมันเอง ใครที่คิดสั้นหรืออยากตาย บอกไว้เลย สักวันคุณก็ต้องตาย ชีวิตคนเรามันสั้นนัก สั้นเกินกว่าที่เราเข้าใจ ส่วนใครที่ไม่อยากตาย ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เหมือนกัน ยังไงคุณก็ต้องตาย คุณหนีความตายไปไม่พ้น แต่ว่านะ มีหนังสือบางเล่มบอกว่า คุณสามารถเป็นอมตะได้ แต่ไม่รู้ว่าจะจริงหรือเปล่านะ ในอนาคตอาจจะจริงก็ได้ เราเกิดมาทำไม แต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง หลาย ๆ และหลาย ๆ ทฤษฎีก็มีเหตุผลในตัวของมันเองเช่นกัน ถ้าในทางวิทยาศาสตร์ เราอาจจะพัฒนามาจากลิงหรืออะไรก็ตามแต่ตั้งแต่ยุดก่อน ๆ แล้วจึงกลายมาเป็นคนเราดังเช่นทุกวัน ดังนั้นเราก็ต้องสืบพันธ์ต่อ ๆ กันไปเพื่อไม่ให้เผ่าพันธ์สูญสิ้น เพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ ในอนาคต ถ้าในทางศาสนา

ผิดมากนักเหรอ ที่ไปดูหนังคนเดียว

ปกติ เวลาไปดูหนังตามห้ามต่าง ๆ มักจะเห็นกลุ่มคนที่ชวนกันมาดูหนังไม่ว่าจะเป็น กลุ่มของเพื่อนที่ชวนกันมาหลาย ๆ คน หรือกลุ่มของญาติพี่น้อง หรือแม้กระทั่งมากับแฟน แต่เคยเห็นไหม คนที่มาดูหนังคนเดียว   ผมละเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีแฟน ดังนั้นเวลาต้องการดูหนังซักเรื่องหนึ่งที่ชอบ ก็ต้องชวนเพื่อนไปดูด้วยกัน แต่ก็นะ มีบางเรื่องที่เพื่อนไม่ชอบดู ถามใครก็ไม่ไป ติดโน่นบ้าง ติดนี่บ้าง บางคนไม่อยากดูเรื่องที่ผมต้องการดูก็อ้างโน่นอ้างนี่   เอาวะ กูไปดูคนเดียวก็ได้วะ   เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็ตรงไปยังห้างที่ใกล้จากนั้นซื้อตั๋วรอดูหนัง   เมื่อซื้อตั๋วเสร็จรอดูหนัง มักมีคนมามองเราแปลก ๆ แบบว่ามาดูหนังคนเดียวเหรอ ทำไมมาดูหนังคนเดียว ดูหนังคนเดียวจะสนุกเหรอ ทำไมไม่ชวนคนอื่นมาด้วย โรคจิตเปล่ามาดูหนังคนเดียว ดูหนังคนเดียวไม่เหงาเหรอ เป็นคนคบยากแน่ถึงได้มาดูหนังคนเดียว เป็นคนไม่มีใครคบหรือเปล่าถึงได้มาดูหนังคนเดียว   โอ้ แต่ละหน้าที่มองมาที่ผม มันเหมือนกับว่าคำถามเหล่านั้นมันออกมาจากสีหน้าของแต่ละคน..แต่นะ มันผิดมากนักเหรอที่มาดูหนังคนเดียวอ่ะ   – ถ้ามีคนยอมมาดูหนังกับกูด้วยกูก็ไม่ต้องมาคนเดียวหรอก – เวลาดูหนังมันก็ต้องดูคนเดียวอยู่แล้ว พวกมึงชะให้คนอื่น ๆ มาช่วยกันดูหรือไง ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามแบบนี้เหรอ ไม่ใช่ติวหนังสือนะ –

ทำไมเวลาผมคุยกับใครหลายคนมันผิดนักเหรอ??

ทำไมเวลาผมคุยกับใครหลายคนมันผิดนักเหรอ?? ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่ยังไม่มีแฟน หรืออาจจะมีแฟนแล้ว หลายมักคุยกับเพศตรงข้ามหลาย ๆ คนพร้อมกันซึ่งหลาย ๆ คนก็มักจะมีเหตุผลของตัวเอง แต่ว่าคนรอบข้างอ่ะดิ กลับมองเราแตกต่างออกไป เวลาผมคุยกับใครหลาย ๆ คนพร้อมกันหากว่าคนที่คุยกับเราซักคนหนึ่งรู้ มักจะคิดว่าเรานั้นเจ้าชู้ คบใครหลายคน คุยกับใครหลายคนเผื่อเลือก ไม่แน่นอน คนรวนเร คนเห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ได้ คนนิสัยไม่ดี และอื่น ๆ.. อีกมาก ถูกด่ายับ และถูกมองว่าเป็นคนไม่ดี แต่ใครเลยจะรู้ว่าเวลาผมคุยกับใครหลาย ๆ คนนั้นไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมคุยเผื่อว่าจะเลือกคนที่ดีที่สุด แต่ว่าที่ผมคุยกับใครหลาย ๆ คนนั้นผมเผื่อว่าคนที่ผมคุยอยู่ด้วยนั้นไม่เลือกผมต่างหากละ ผิดด้วยเหรอที่ผมไม่แน่ใจว่าคนที่ผมคุยด้วยนั้นจะเลือกผมหรือเปล่า ดังนั้นผมก็ต้องคุยกับใครอีกหลาย ๆ คนเผื่อว่าจะมีซักคนหนึ่งที่ยอมเลือกผม ทำไมชอบมองว่าที่ผมคุยกับใครหลาย ๆ คนนั้นเป็นเพราะว่าผมจะมีตัวเลือกมาก เผื่อเลือกงั้นเหรอ คิดผิดแล้ว..

อยากขายของเป็นอาชีพเสริม แต่คิดไม่ออกว่า ขายอะไรดี

อยากขายของเป็นอาชีพเสริม แต่คิดไม่ออกว่า ขายอะไรดี   มีหลาย ๆ บทความบอกกับผมว่า ชีวิตที่มีรายได้ทางเดียวนั้น เป็นชีวิตที่ไม่มั่นคง ไม่ว่าจะทำงานเอกชน เป็นพนักงานบริษัท หรือแม้แต่เป็นข้าราชการ แต่หากว่ามีรายได้เพียงทางเดียวนั้น ถือได้ว่าเป็นอาชีพหรือชีวิตที่ไม่มั่นคงแล้ว เพราะว่าหากอาชีพนี้พังทลายลงก็ถือได้ว่า ขาดรายได้ในชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้น หลาย ๆ บทความจึงบอกว่ารายได้ที่มีตั้งแต่สองทางขึ้นไป เป็นชีวิตที่ยั่งยืนแน่นอน   ดังนั้นพอผมได้อ่านบทความพวกนี้แล้วรู้สึกว่า ก็จริงนะ หากวันหนึ่งโดนไล่ออกจากงานละจะเอาไรกิน พอคิดได้ดังนี้แล้ว สิ่งที่ผมคิดต่อมาคือ ต้องทำอาชีพเสริม   แล้วทำไรดีละ?   นี่แหละคือปัญหา เรามีชีวิตอยู่กับงานประจำเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แล้วก็นับได้ว่าเป็นเวลาที่มากที่สุดด้วย เราจะมีเวลาที่ว่าง ๆ ได้เฉพาะช่วงเย็นของวันจันทร์ถึงวันศุกร์ บางวันก็อาจจะไม่มีเพราะต้องทำโอที หรืองานล่วงเวลาที่ต้องทำให้เสร็จ แล้วก็วันเสาร์อาทิตย์ที่ว่างตลอดทั้งวัน ดังนั้นคิดไปคิดมาสิ่งที่ผมคิดว่าทำได้ก็คือ ขายของ   แล้วขายอะไรดีละ?   เป็นคำถามต่อมาในหัวผม ขายอะไรดี ขายของกิน ขายของใช้ ขายไก่ทอด ขายส้มตำ ขายน้ำปั่น ขายกาแฟ ฯลฯ จะขายไก่ทอด

เคยไหม ทักคนที่ชอบไป แต่เค้าอ่านแล้ว ไม่ยอมตอบกลับ

เคยไหม ทักคนที่ชอบไป แต่เค้าอ่านแล้ว ไม่ยอมตอบกลับ   เคยไหมตั้งหน้าตั้งตารอคนที่เราชอบให้ออนไลน์? เคยไหม กล้า ๆ กลัว ๆ ที่ต้องทักคนที่เราชอบ? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว นั่งจ้องหน้าจอคอมรอเค้าตอบกลับมา? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว รอไปซักพักเค้าออฟไลน์เฉยเลย? เคยไหม คุยกับเค้าไปได้ซักพัก เค้าบอกว่าจะไปนอน แต่เรายังเห็นเค้าออนไลน์? เคยไหม ทักเค้าไปแล้ว สถานะขึ้นว่าเค้าอ่านแล้ว แต่เค้าไม่ยอมตอบกลับ?   ในทุกวันนี้ social media ทำให้เราใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มีหลายสิ่งหลายอย่างสามารถแชร์ พูดคุย และเปลี่ยนข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายเหลือเกิน เราสามารถหาเพื่อนใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย และไม่เพียงเท่านี้เรายังสามารถหาแฟนหรือติดตามสถานะของคนที่เราชอบได้ตลอดเวลา   ผมคิดว่ามีหลายคนที่แอบชอบใครคนหนึ่งอยู่ และ social media ก็เป็นทางเลือกหลัก ๆ ในการติดตาม สอดส่อง สถานะของคน ๆ นั้นไม่ว่าจะออนไลน์เมื่อไหร่ มีใครมาคอมเม้นบ้าง

แมลงสาบบุกห้อง ไม่รู้อยู่ตรงไหน ทำยังไงดี

แมลงสาบบุกห้อง ไม่รู้อยู่ตรงไหน ทำยังไงดี   คุณกลัวแมลงสาบไหม? เคยไหมโดนแมลงสาบบุกห้อง? เคยไหมเห็น ๆ ว่าแมลงสาบอยู่ในห้องแต่ไม่รู้อยู่ตรงไหน?   คนแต่ละคนย่อมมีความกลัวต่างกัน สำหรับผมแมลงสาบเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัวมากมีใครกลัวเหมือนผมบ้าง มีหลายครั้งที่แมลงสาบไต่ขึ้นมาบนห้องผมพยามหาวิธีเอามันออกไปให้ได้ไม่ว่ายังไงก็ตาม แต่ว่านะ พอแมลงสาบเข้ามาในห้อง ผมซึ่งเป็นคนกลัวแมลงสาบมากเลยหาวิธีจะเขียมันออกไป พอมองรอบ ๆ ห้อง มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมคิดได้ตอนนั้นคือ ไม้กวาด ซึ่งคิดไว้ว่าจะปัดมันให้ออกจากห้องแล้วก็ปิดประตูหลังห้อง พอตอนเช้ามันคงหายไปที่อื่น พอคิดได้แบบนั้นก็หยิบไม้กวาดมา ปัดมันไป แต่ว่าเจ้าแมลงสาบมันดันบินซะนิ ปัดก็ไม่โดนแล้วแทนที่มันจะบินออกไปข้างนอก ดันบินเข้ามาข้างในห้อง ห่างจากประตูไปอีก ยังไม่พอ มันยังไปอยู่ในใต้ตู้เย็นซึ่งมองไม่เห็นอีก ซวยเลยทีนี้   จากนั้นก็คิดว่าจะทำยังไงดี ออกไปซื้อที่พ่นแมลงสาบดีไหมน้อ.. คิดไปคิดมา ไม่ไปดีกว่าเพราะว่าเรารู้ที่อยู่ของมันแล้วคือใต้ตู้เย็น ถ้าเราออกไปข้างนอกมันไต่ไปที่อื่นแล้วเราหาไม่เจอจะซวยยิ่งกว่าเดิม ดังนั้นเอางี้ละกัน ย้ายข้าวของทีเกะกะออกมาวางบนเตียง จากนั้นเอาไม้กวาดแหย่ ๆ เข้าไปใต้ตู้เย็น ให้มันออกมา แย่ไปแหย่มาไม่ออกซักที พอหันไปข้างหลังมันดันไต่มาข้างหลังซะนิ โดดหลบแทบไม่ทัน พอเอาไม้กวาดไล่กวาด มันดันไปอยู่ใต้เตียงซะงั้น พักหายใจซักพัก จากนั้นเริ่มย้ายข้าวของที่อยู่ใต้เตียงที่พอหยิบได้ออกมาจากนั้นเอาไม้กวาดแหย่เข้าไปใต้เตียงมันก็ไต่ออกมา เราก็พยามยามกวาดให้มันออกไปข้างนอกมันก็พยามยามใต่หนี บางครั้งมันถึงกับบินหนีบ้าง เล่นเอาเหนี่อยทั้งคนทั้งแมลงสาบ

คำถามซ้ำ ๆ ในเฟคบุค

คำถามซ้ำ ๆ ในเฟคบุค เฟคบุคนั้นถือว่าเป็น social media ที่ดังมากอยู่ในตอนนี้ มีคนเล่นกันถือได้ว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในตอนนี้เลย ดังนั้นการที่จะไปโพสเรื่องราวชีวิตประจำวันจะส่วนตัวหรือไม่ส่วนตัวก็เป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป ซึ่งเรามักได้เห็นกันบ่อย ๆ ทุกวันนี้ เคยไหมโพสเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในเฟคบุค บอกวันเวลาชัดเจน และบอกด้วยว่าทำอะไรที่ไหนยังไง พอโพสได้ซักพัก ตึ้ง ๆ มีคนเม้นมา ลองเข้าไปดู ข้อความที่เม้นเป็นคำถามถามว่า ไปทำอะไรที่นั่น พอตอบเสร็จ ตึ้ง ๆ มีอีกคนเม้นมา ไปเมื่อไหร่ พอตอบเสร็จ ตึ้ง ๆ มีอีกคนเม้นมา ไปทำอะไรเมื่อไหร่ ตอบไปอีก เป็นแบบนี้อยู่หลาย ๆ ครั้ง เป็นเรื่องที่ผมอยากรู้อยากถามจริง ๆ เลย ไม่อ่านอะไรกันบ้างเหรอ เค้าก็โพสก็ถามกันข้างบน อาจจะยังไม่ค่อยเห็นภาพกันชัดเท่าไหร่ ลองนึกเพจที่คุณชอบเล่นซักเพจหนึ่ง แล้วลองดูว่า ถ้าแอดมินโพสข้อความหรือเหตุการณ์ที่เคยโพสไปแล้ว จะมีคนมาถามคำถามเดิม ๆ อีกหรือเปล่า แค่นั้นยังอาจจะไม่ชัดเจน เอาแบบนี้เลย ในโพสเดียวกันมีคนถามคำถามเดียวกันซ้ำ ๆ หรือเปล่า

คนที่บอก ทำไม่ได้ ไม่ได้อ่านมา ไม่รู้เรื่อง ทำไมตอนสอบมันได้คะแนนเยอะจังวะ

คนที่บอก ทำไม่ได้ ไม่ได้อ่านมา ไม่รู้เรื่อง ทำไมตอนสอบมันได้คะแนนเยอะจังวะ ตอนเป็นนักเรียน นักศึกษา สิ่งที่เราทุกคนต้องได้เจอก็คือ การสอบ การสอบเป็นอะไรที่ตื่นเต้น และน่ากลัวมากสำหรับผม กลัวไปหมด กลัวจะทำไม่ได้ กลัวสอบตก กลัวได้คะแนนน้อย ฯลฯ ดังนั้น ก่อนเข้าห้องสอบนี่ ต้องเตรียมพร้อม อ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ และสิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะทำกันก็คือ การติวกับเพื่อน การติวกับเพื่อนนั้น มักจะหาเพื่อนเก่ง ๆ มาติวให้ มากันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพราะถ้ามากันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ จะไม่ได้ติวกัน เพราะมัวแต่เล่น การติวกันนั้นก็เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ใครได้ หรือรู้เรื่องเรื่องไหน ก็ให้คนนั้นติว หรือมีตัวแทนที่เก่ง ๆ ติวให้ พอถึงเวลาก่อนเข้าห้องสอบผมมักถามเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ว่าเป็นไงบ้างรู้เรื่องไหม และมักจะมีหลาย ๆ คนบอกว่า ไม่รู้เรื่องเลยวะ ไม่ได้อ่านมาเลยวะ พอสอบเสร็จ คำถามเดิมก็มักจะปรากฎหลังสอบเสร็จอีกครั้ง